ติดต่อลงโฆษณา [email protected]

ผู้เขียน หัวข้อ: ทรงกระโปรงแต่ละแบบ เรียกกันยังไงบ้าง  (อ่าน 8 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ pramotepra222

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 34,276
    • ดูรายละเอียด
ทรงกระโปรงแต่ละแบบ เรียกกันยังไงบ้าง

สาวๆหลายท่านคงจะจะเจออุปสรรคสำหรับในการเรียกชื่อ ทรงกระโปรง แต่ละแบบ หรือทราบว่ากระโปรงที่พวกเราใส่อยู่นั้นเค้าเรียกว่าอะไรกันอยู่ใช่มั่ยหล่ะ! หรือคนอื่นๆเรียกกันแต่ว่าเราไม่เคยรู้ว่าหน้าตาเป็นแบบไหนบ้าง?วันนี้เราจะมาแนะ ทรงกระโปรง แต่ละต้นแบบว่ามีความผิดแผกแตกต่าง และชื่อเรียกกันเช่นไรบ้าง … เอาล่ะ! มาเริ่มกันเลยนะ มาดูว่า ทรงกระโปรง 29 แบบที่เราโดยสรุปให้มีอะไรบ้าง


  • กระโปรงทรงเอ

    ทรงกระโปรง นี้ตั้งชื่อจากตัวเขียนตัว A ซึ่งจะมีแบบอย่างทรงที่เริ่มแคบตั้งแต่ตอนเอว กับจะเริ่มเบาๆขยายออกเรื่อยจนถึงช่วงปลายกระโปรง แต่ว่าตัวกระโปรงไม่มีจีบ ซึ่งตัวต้นแบบกระโปรงทรงเอ นั้นถือว่าเป็นต้นแบบของกระโปรงอีกหลายๆแบบด้วยนะคะ


  • กระโปรงทรงไม่สมมาตร (Asymmetrical Skrit)

    กระโปรงทรงนี้มองข้อต่างจากทรงได้ง่ายๆซึ่งตัวทรงกระโปรงนั้นข้างหนึ่งยาว อีกข้างสั้น ไม่ว่าจะเป็นทางซ้ายสั้น ด้านขวายาว หรือ ข้างหน้าสั้น ข้างหลังยาว ซึ่งจะขึ้นอยู่กับมาพร้อมกับผู้ร่างโครงกระโปรงนั้น


  • กระโปรงทรงระฆัง (Bell Shape Skirt)

    จะมีจุดเพ่งดูของ ทรงกระโปรง นี้ได้จากตรงช่วงเอวนั้นจะแคบ กับจะขยายออกทันทีทันใด ข้างหลังภายหลังจะเป็นทรงตรงจนถึงปลายกระโปรง ถ้าแม้ยังไม่คิดออกให้ลองคิดรูป ระฆัง นะคะ


  • กระโปรงทรงบอลลูน (Bubble Skirt)

    กระโปรงทรงนี้เหล่าผู้หญิงที่ชื่นชอบต้นแบบวินเทจอาจจะเห็นมาบ้าง เนื่องแต่เป็นทรงกระโปรงที่ฮิตในช่วงปี 1950 โดยตัวแบบทรงกระโปรงนั้นตอนเอวจะแคบ  ส่วนตรงบั้นท้ายจะพอเพียงงออก ส่วนปลายนั้นจะซุกเข้า ซึ่งกระโปรงทรงนี้จะช่วยขับสัดส่วนตรงบั้นท้ายได้อย่างดีเยี่ยม ครั้นแล้วสาวๆคนไหนกันที่สะโพกใหญ่อยู่แล้ว กระโปรงทรงนี้ควรหลบหน้านะคะ ( แต่ในขณะที่ยังสงสัยว่าหุ่นแเราจะแต่งตัวอย่างไร มาทดลองอ่านบทความนี้ดูนะคะ  >>  แนวทางการแต่งตัวตามลักษณะ )


  • กระโปรงบัชเชิล (Bustle Skirt)

    กระโปรงทรงนี้จะเป็นกระโปรงที่นิยมใส่ของเหล่าสาวยุโรป ในช่วงศตวรรษที่ 18 โดยเวลาสวมนั้นมักจะสวมทับพร้อมกับชุดเดรสที่ใส่ โดยกระโปรงทรงนี้จะมีข้อดีที่ตรงส่วนด้านหลัง ที่จะครบแล้วงออก และตัวกระโปรงจะมีดีเทลที่เติมแต่งมักเยอะแยะ


  • กระโปรงทรงไม้กวาด (Broomstick Skirt)

    กระโปรงทรงนี้จะคล้ายคลึงมาพร้อมกับกระโปรงพลีท ตัวกระโปรงนั้นจะยาวเลยครึ่งหน้าแข้งลงไป โดยรอบมักจะเย็บเป็นจีบแนวขวางรอบ ๆ ตัว พร้อมกับตัวเนื้อผ้าจะดูยับ ๆ ย่น ๆ  พร้อมด้วยส่วนปลายนั้นจะบานออกเล็กน้อย ซึ่งขณะที่สาวคนไหนขี้เกียจรีดผ้า กระโปรงทรงนี้เรียกได้ว่าเป็นช้อยส์ที่ดีเลยหละค่ะ


  • กระโปรงทรงกลม (Circle Skirt)

    กระโปรงทรงนี้จะเริ่มแคบสุดตั้งแต่ช่วงเอว ส่วนปลายจะบานออก ซึ่งจะคล้ายคู่กับกระโปรงทรงเอ แต่จะมีส่วนผิดแผกแตกต่างตรงที่ส่วนปลายจะบานกว่ากระโปรงเอ และเวลาเราจับกระโปรงกางออกนั้น ตัวกระโปรงจะมีรูปคล้ายกับรูปวงกลม จึงเป็นที่มาของชื่อ กระโปรงทรงกลม ไงหละค่ะ


  • กระโปรงยีนต์ (Denim Skirt)

    จริง ๆ แล้วกระโปรงยีนต์นี้มีรูปแบบทรงหลายหลาก เพียงแตกต่างที่เนื้อผ้าที่ใช้เป็น ผ้ายีนต์ ซึ่งกระโปรงนี้มีจุดเริ่มแรกจาก เหล่าสาวฮิปปี้ในสมัยก่อนที่นำกางเกงยีนต์เก่า ๆ มารีไชเคิล เย็บใหม่ให้เป็นทรงกระโปรง สมัยปัจจุบัน จึงกลายมาเป็นกระโปรงที่ยอดฮิดของเหล่าสาว ๆ นี่แหละ


  • เดียร์นเดิลสเกิร์ต (Dirndl Skirt)

    ทรงกระโปรงนี้จะคล้ายคลึงคู่กับทรงกระโปรงบอลลูน โดยจะแคบที่ช่วงเอว พร้อมทั้งขยายออก แต่ตรงช่วงปลายกระโปรงนั้นจะไม่งุ้มเข้า แต่จะทิ้งตัวลงมาเลย โดยเจ้ากระโปรงนี้มีต้นกำเนิดจากประเทศออสเตรีย ,เนื้อที่ไทรอล (ปัจจุบันเกรงไม่ทันเวลาหลักสำคัญเหนือของประเทศอิตาลี)ด้วยกันรัฐบาวาเรีย (สมัยปัจจุบันเป็นที่ตั้งหนึงของประเทศเยอรมณี)


  • กรอสเกิร์ต (Gored Skirt)

    กระโปรงทรงนี้ถือได้ว่าเป็นสิ่งหนึ่งบ้านในหมวดหมู่ของกระโปรงทรงเอ แต่จะต่างตรงที่ส่วนปลายของชายกระโปรงที่บานออก ด้วยกันมีเย็บเสริมผ้าซ้อนเป็นรูปทรงสามเหลี่ยมหลาย ๆ แง่มุม  ซึ่งตัวทรงนี้จะช่วยให้ผู้ที่เคลื่อนไหวเก่งเคลื่อนไหวได้ฉลุยเวลาใส่
     

    Tags : กระโปรง,กระโปรง,กระโปรง